ตำนาน เร้ด แมชีน ยุคหงส์ครองแดนผู้ดี 2

ด้วยสไตล์การเล่นอันน่าตื่นเต้นเร้าใจของ หงส์แดง ที่อยู่ในดีเอ็นเอของสโมสร ทำให้แม้จะเปลี่ยนกุนซือเป็น เฟแกน ทีมก็ยังคงประสบความสำเร็จได้ ราวกับว่าพวกเขาคือเครื่องจักรที่ผลิตชัยชนะได้เป็นว่าเล่น   ufa1688 
ฤดูกาล 1983-84 ที่ เฟแกน คุมทีมในฐานะกุนซือใหญ่เป็นครั้งแรก ทีมผงาดคว้าแชมป์ได้ถึง 3 รายการ ทั้ง ดิวิชั่น 1, ลีก คัพ และ ยูโรเปี้ยน คัพ 
แต่เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ Season ถัดมา กลับเกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของสโมสร
มันไม่ใช่เรื่องของการที่ หงส์แดงลิเวอร์พูล พลาดแชมป์ทุกรายการในเมืองผู้ดีเป็นครั้งแรกในรอบ 13 ปี หลังจากมิดฟิลด์กัปตันทีมอย่าง แกรม ซูเนสส์ ย้ายออกไปอยู่กับ ซามพ์โดเรีย ด้วยค่าตัว 650,000 ปอนด์
แต่มันคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในนัดชิงชนะเลิศ ยูโรเปี้ยน คัพ ปี 1985 ที่สนาม เฮย์เซล สเตเดี้ยม กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียมต่างหาก

เกมนัดชิงเจ้ายุโรปเมื่อ 35 ปีที่แล้ว หงส์แดงลิเวอร์พูล พบกับ ม้าลาย ในสนามที่ค่อนข้างเก่า และอัฒจันทร์ไม่มีความแข็งแรงมากนัก
สาวกของทั้ง 2 ทีมปะทะกันตั้งแต่ช่วงก่อนเกมเริ่ม ต่างฝ่ายต่างยั่วโมโหกันไปมา มีการขว้างปาสิ่งของโจมตีใส่กัน ไม่ว่าจะเป็นขวดน้ำและก็นหิน
แต่สิ่งที่น่าเศร้าที่สุดก็คือการกระทำของสาวกหงส์แดงลิเวอร์พูลกลุ่มหนึ่ง ที่พยายามจะวิ่งเข้าไปเอาเรื่องกองเชียร์ทีมม้าลาย ด้วยการพยายามทลายรั้วกั้น และทำให้แฟนยูเว่ต้องพยายามปีนกำแพงหนีเพื่อเอาชีวิตรอด
สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือกำแพงถล่มลงมาทับร่างของกองเชียร์เหล่านั้นเสียชีวิตไปถึง 39 คน เดี้ยงอีกมากกว่า 600 คน แม้ผู้ตัดสินจะให้เกมกลับมาแข่งกันต่อให้จบหลังจากเป่าหยุดเกมไปนาน แต่ หงส์แดง ก็แพ้ไปด้วยสกอร์ 1-0 จากลูกจุดโทษของ มิเชล พลาตินี่
ทีมหงส์แดงพ่ายแพ้ทั้งเกมในสนาม และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากสาวก ทำให้  UEFA  และ ฟีฟ่า ต้องสั่งแบนสโมสรจาก England ไม่ให้ลงแข่งในรายการยุโรปอย่างไม่มีกำหนดในตอนนั้น ขณะที่บรรดา เดอะ ค็อป ผู้ก่อเรื่อง ถูกจำคุกไปทั้งหมด 14 ราย
เหตุการณ์นั้นคือส่วนสำคัญที่ทำให้ โจ เฟแกน ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งกุนซือหงส์แดงลิเวอร์พูล
และคนที่รับหน้าที่ขึ้นมาคุมทีมแทน ก็คือตำนานนักเตะที่ดีที่สุดอย่าง เคนนี่ ดัลกลิช ที่ควบตำแหน่งทั้งผู้เล่นและกุนซือ

แม้ว่าว่าช่วงเวลาที่ ดัลกลิช เป็นกุนซือ สโมสรจะหมดสิทธิ์เข้าร่วมรายการของยุโรปจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ เฮย์เซล แต่ผลงานในประเทศภายใต้การคุมทัพของ “คิงเคนนี่” ยังคงยอดเยี่ยม
ซีซั่น 1985-86 ที่ ดัลกลิช รับบทบาทผู้เล่น-กุนซือเป็นครั้งแรก หงส์แดงลิเวอร์พูล ทวงแชมป์ดิวิชั่น 1 คืนทันควัน และยังสร้างประวัติศาสตร์คว้า “ดับเบิ้ลแชมป์ England ” (แชมป์ลีก + เอฟเอ คัพ) ได้เป็นครั้งแรกของสโมสรอีกต่างหาก
ฟันธงว่าดาวซัลโวประจำทีมยังคงเป็น เอียน รัช ที่ซัดรวมทุกรายการไปถึง 31 ลูก
ฤดูกาล 1986-87 ดัลกลิช โรยราลงไปเยอะ เพราะอายุปาเข้าไปแล้วถึง 35 ปี ซึ่งฤดูกาลนั้น หงส์แดง ชวดทั้งแชมป์ลีก, เอฟเอ คัพ และ ลีก คัพ ขณะที่ศูนย์หน้าตัวเก่งอย่าง เอียน รัช ก็กลายเป็นข่าวอยากย้ายทีมไปหาความท้าทายใหม่ในต่างแดนตลอดฤดูกาล
ช่วงฤดูร้อนปี 1987 เอียน รัช ตัดสินใจย้ายไป ม้าลายยูเวนตุส ที่ตามจีบมานาน นั่นนำมาสู่การเสริมทัพครั้งใหญ่ในช่วงฤดูร้อน เพื่อให้ทีมยังคงมีแนวรุกที่น่ากลัวเช่นเคย
หงส์แดงลิเวอร์พูลซื้อตัว จอห์น บาร์นส์ ปีกซ้ายความเร็วจัดมาจาก วัตฟอร์ด และห้องเครื่องแดนกลางตัวรุกคนเก่งอย่าง ปีเตอร์ เบียร์ดสลี่ย์ จากนิวคาสเซิ่ล หลังจากทีมซื้อตัว จอห์น อัลดริดจ์ หัวหอกทีมชาติไอร์แลนด์มาจาก อ็อกซ์ฟอร์ด ยูไนเต็ด ก่อนแล้วในเดือนมกราคม 1987
ขณะที่ตัวของ ดัลกลิช เริ่มสละบทบาทในสนาม แล้วหันไปเน้นกับหน้าที่การคุมทัพเต็มตัวมากกว่า

ซีซั่น 1987-88 หงส์แดงทวงแชมป์ดิวิชั่น 1 กลับมาได้อีกครั้ง แม้ไม่มี รัช แต่ผลงานของ จอห์น อัลดริดจ์, จอห์น บาร์นส์ และ ปีเตอร์ เบียร์ดสลี่ย์ ก็ร้อนแรงมาก เพราะ 3 คนนี้ซัดรวมกันทุกรายการไม่ต่ำกว่า 60 ประตู
ขณะที่ เอียน รัช เจอกับปัญหาในการปรับตัวเข้าในการใช้ชีวิตที่อิตาลี ทำให้เขาโหยหาการกลับไปค้าแข้งที่ England อีกครั้ง 
ปี 1988 เคนนี่ ดัลกลิช ดึงตัวศูนย์หน้าหน้าเปื้อนหนวดกลับสู่ หงส์แดง อีกครั้ง โดยช่วงแรกๆ ที่กลับสู่ถิ่นหงส์แดงรอบ 2  เขาต้องยอมเป็นตัวสำรองของ จอห์น อัลดริดจ์ ที่ยังทำผลงานได้ดีกว่า และอีกสาเหตุที่ทั้ง 2 คนลงพร้อมกันไม่ได้ เพราะทั้งคู่เป็นกองหน้าที่สไตล์คล้ายกันจนเกินควร
ยังไงก็ตาม ในฤดูกาล 1989-90 คิงเคนนี่ ตัดสินใจให้ เอียน รัช กับ ปีเตอร์ เบียร์ดสลี่ย์ คือกองหน้า 2 ตัวเลือกแรกของทีมภายใต้ระบบ 4-4-2 (เบียร์ดสลี่ย์ ยืนหน้าต่ำ) ทำให้สโมสรตัดสินใจปล่อยตัว อัลดริดจ์ ออกไปให้ เรอัล โซเซียดัด ด้วยค่าตัว 1 ล้านปอนด์ ซึ่งถือว่าไม่ใช่น้อยๆ สำหรับยุคนั้น
ซีซั่น 1989-90 คือครั้งสุดท้ายที่ หงส์แดงลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 เดิม ก่อนร้างแชมป์ลีกสูงสุดนานถึง 30 ปี จนกระทั่งได้แชมป์ Premier League ปีนี้ ปีนั้นดาวซัลโวประจำทีมไม่ใช่ เอียน รัช แต่กลับเป็นปีกนิลกาฬอย่าง จอห์น บาร์นส์

เรื่องที่น่านับถือ จอห์น บาร์นส์ ก็คือการเอาชนะคำเหยียดผิว ด้วยผลงานการเล่นในสนาม 
คือในสมัยอดีต การที่ หงส์แดง จะเซ็นสัญญานักเตะผิวดำคือเรื่องที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นนัก ซึ่ง บาร์นส์ คือนักเตะผิวเข้มรายที่ 2 ที่ย้ายเข้าสู่ทีมหงส์แดง ต่อจาก ฮาวเวิร์ด เกย์ล ที่เคยเป็นดาวเตะจากอะคาเดมี่ ในช่วงยุค 70’s
จอห์น บาร์นส์ ตะบันประตูจากการเล่นตำแหน่งปีกซ้ายในฤดูกาลดังกล่าวไปถึง 22 ประตูในลีก (หากนับรวมทุกถ้วยคือ 28 ลูก) และนอกเหนือจากผลงานการทำประตู กล่าวกันว่า บาร์นส์ คือผู้เล่นที่ทำให้แฟนหงส์แดงดูทีมรักในยุคนั้นได้อย่างเร้าใจที่สุด
สตีเว่น เจอร์ราร์ด อดีตตำนานกัปตันทีม หงส์แดง เขียนเชิดชู จอห์น บาร์นส์ ในบทนำของหนังสือ Red Machine, Liverpool FC in the ‘80s: The Players’ Stories ซึ่งเขียนโดย ไซม่อน ฮิวจ์ส เอาไว้ว่า
“ตอนนั้นถ้าคุณฟังวิทยุ คุณจะได้ยินชื่อนักเตะซ้ำๆ กัน : บาร์นส์, เบียร์ดสลี่ย์, อัลดริดจ์ และคนที่กลับมาสู่สโมสรในเวลาต่อมาอย่าง รัช”
“แต่ผมรัก จอห์น บาร์นส์ สไตล์การเล่นของเขาคือการสรุปการเล่นของ หงส์แดงลิเวอร์พูล นั่นคือการที่ทีมผ่านบอลด้วยความเร็วและแม่นยำ พวกเขาเป็นทีมที่ดูแล้วน่าหลงใหล”
น่าเสียดายที่หลังจากได้แชมป์ลีกสูงสุดสมัยที่ 18 ได้ไม่นาน จู่ๆ เคนนี่ ดัลกลิช ก็ประกาศลาออกจากตำแหน่งกุนซือดื้อๆ ในเดือนกุมภาพันธ์ 1991 ทำให้ทีมเสียโมเมนตัมในการแข่งขันลีกไปกะทันหัน และก็ไม่สามารถคว้าแชมป์ลีกได้นานถึง 30 ปี

แม้ว่าว่า หงส์แดง จะร้างแชมป์ลีกไปนานถึง 3 ทศวรรษ หลังจากคว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 เดิมครั้งสุดท้ายในปี 1990 แต่ผลงานของนักเตะอย่าง เอียน รัช และ จอห์น บาร์นส์ ถือว่าจารึกในความทรงจำ เดอะ ค็อป รุ่นผู้ใหญ่มาจนถึงทุกวันนี้
เอียน รัช ตะบันประตูได้เรื่อยๆ จนกระทั่งถึงฤดูกาลสุดท้ายที่เล่นให้ หงส์แดงลิเวอร์พูล ฤดูกาล 1995-96 ทำให้เขาคือเจ้าของ Stats ดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของสโมสร ด้วยผลงาน 346 ประตูนับรวมทุกถ้วย
ส่วน จอห์น บาร์นส์ แม้จะไม่ได้ยิงประตูเป็นกอบเป็นกำเท่าไรนัก หลังจากฟุตบอลลีกสูงสุดเมืองผู้ดีปรับเปลี่ยนชื่อเป็น Premier League  แต่ลีลาการเล่นในสนาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลี้ยงบอลด้วยความเร็วจัด ทำให้เขายังเป็นปีกซ้ายที่กองเชียร์เชิดชูว่าดีที่สุดตลอดกาลเท่าที่หงส์แดงเคยมี
ขณะที่ เคนนี่ ดัลกลิช ก็เป็นตำนานอันดับหนึ่งของทีมอย่างไม่ต้องสงสัย ด้วยความสำเร็จที่มาจากมันสมองของเขานับไม่ถ้วน ตั้งแต่สมัยเป็นนักฟุตบอลและกุนซือ
สาวกหงส์แดงรุ่นเดอะ คิดถึงผลงานในสนามของนักเตะระดับตำนาน 3 คนนี้อยู่ตลอด ทั้งในช่วงที่ทีมรอคอยแชมป์ Premier League ปีแล้วปีเล่า จนกระทั่งทำได้สำเร็จในปีนี้ภายใต้การคุมทัพของ เจอร์เก้น เยือร์เกิน คล็อพ
ยังไงก็ตาม แม้ว่าช่วงเวลารุ่งเรืองของนักเตะคนบางส่วน หรือทีมบางชุด จะเป็นเพียงอดีต
แต่ความเป็น “เครื่องจักรสีแดง” ที่เล่นด้วยแพชชั่น, ความดุดัน, มีประสิทธิภาพ และทำให้กองเชียร์หลงใหล โดยมีเบื้องหลังจากการทำงานหนัก จะไม่มีวันหายไปจากสโมสรฟุตบอลที่ชื่อว่า หงส์แดงลิเวอร์พูล
และนักเตะที่จะถูกยกให้เป็นตำนานของสโมสรแห่งนี้ จะมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่มีที่จบลงแน่นอน….

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *